Please use this identifier to cite or link to this item:
http://ir.buu.ac.th/dspace/handle/1513/1497| Title: | LEARNING MANAGEMENT BY USING THE PHENOMENON-BASED LEARNING MODEL WITH A BOARD GAME FOR DEVELOPING THE SCIENTIFIC CONCEPT, SCIENCE PROCESS SKILLS, AND LEARNING RETENTION ON FORCE IN DAILY LIFE OF GRADE 5 STUDENTS การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม เพื่อพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 |
| Authors: | Pathomwong Khumbud ปฐมวงศ์ คำบุศย์ THANAWUTH LATWONG ธนาวุฒิ ลาตวงษ์ Burapha University THANAWUTH LATWONG ธนาวุฒิ ลาตวงษ์ thanawuth@buu.ac.th thanawuth@buu.ac.th |
| Keywords: | การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน บอร์ดเกม มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความคงทนในการเรียนรู้ PHENOMENON-BASED LEARNING BOARD GAME SCIENTIFIC CONCEPT SCIENCE PROCESS SKILLS LEARNING RETENTION |
| Issue Date: | 10 |
| Publisher: | Burapha University |
| Abstract: | This research aimed to: (1) compare students’ scientific concept on force in life before and after using a Phenomenon-based learning (PhBL) model with board game; (2) examine the development of students’ scientific concept on force in life after using Phenomenon-based learning model with board game; (3) compare students’ science process skills on force in life after using Phenomenon-based learning model with board game with 70 percentage criterion; and (4) investigate students’ learning retention on force in life after using Phenomenon-based learning model with board game
The sample group consisted of nine Grade 5 students from Wat Ploy Krajangsri School (Boonyang Ratnawee Uppatham), selected through cluster random sampling. This study employed a quasi-experimental design, specifically a one-group pretest–posttest design. The research instruments included: (1) five lesson plans based on the Phenomenon-based learning model with board game, with a total instructional time of 10 hours; (2) a scientific concept test comprising 25 two-tier multiple-choice question—content tier and reasoning tier, each with four choices; and (3) a science process skills test consisting of five scenarios, each with six open-ended questions targeting integrated science process skills, totaling 30 items.
Data were analyzed using mean, standard deviation, dependent sample t-test, one-sample t-test, and relative gain scores.
The research findings revealed that:
1) Students’ scientific concept on force in daily life posttest scores were statistically significant higher than pretest scores at the .05 level.
2) The development score of students’ scientific concept on force in daily life was at a high level.
3) Students’ science process skills on force in daily life posttest scores were statistically significant higher than 70 percentage criterion at the .05 level
4) Students demonstrated strong learning retention, on force in daily life as evidenced by no significant difference between posttest scores and scores of two weeks later. การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ศึกษาพัฒนาการด้านมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ด้านมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดพลอยกระจ่างศรี (บุญยังราษฎร์นาวีอุปถัมภ์) จำนวน 9 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม จำนวน 5 แผน รวมเวลาเรียน 10 ชั่วโมง 2) แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแบบวัดชนิดเลือกตอบ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกเป็นตัวเลือกที่เป็นคำตอบและตัวลวง ประกอบด้วย 4 ตัวเลือก และส่วนที่สองเป็นตัวเลือกที่เป็นเหตุผลใช้ในการตอบข้อคำถาม ประกอบด้วย 4 ตัวเลือก รวมทั้งหมด 25 ข้อ และ 3) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 สถานการณ์ แต่ละสถานการณ์ประกอบด้วยคำถามปลายเปิด 6 ทักษะขั้นบูรณาการ รวมทั้งหมด 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนพัฒนาการด้านมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม อยู่ในระดับสูง 3) คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับบอร์ด มีความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน โดยมีคะแนนมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนและหลังเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน |
| URI: | http://ir.buu.ac.th/dspace/handle/1513/1497 |
| Appears in Collections: | Faculty of Education |
Files in This Item:
| File | Description | Size | Format | |
|---|---|---|---|---|
| 65920381.pdf | 5.09 MB | Adobe PDF | View/Open |
Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.